CTR, CPC, CPA, ROAS คืออะไร
อัปเดตล่าสุด 1 กรกฎาคม 2569 · อ่านประมาณ 8 นาที

คำตอบสั้น ๆ
CTR คือเปอร์เซ็นต์คนที่เห็นแอดแล้วคลิก บอกว่าแอดน่าสนใจไหม CPC คือต้นทุนต่อหนึ่งคลิก บอกว่าคลิกแต่ละครั้งแพงไปไหม CPA คือต้นทุนต่อการได้ลูกค้าหนึ่งคน บอกว่าคุ้มกับกำไรต่อออเดอร์ไหม และ ROAS คือยอดขายที่ได้กลับมาต่อเงินค่าแอดหนึ่งบาท บอกว่าแคมเปญโดยรวมทำกำไรหรือขาดทุน ตัวเลขสี่ตัวนี้ต้องดูร่วมกันเสมอ เพราะแต่ละตัวบอกคนละมุมของแคมเปญ
ทำไมต้องเข้าใจตัวเลขพื้นฐานสี่ตัวนี้
หน้ารายงานผลของ Google Ads หรือ Facebook Ads Manager เต็มไปด้วยตัวเลขที่ดูซับซ้อน แต่จริง ๆ แล้วสำหรับเจ้าของธุรกิจเล็ก แค่รู้จักตัวเลขสี่ตัวคือ CTR, CPC, CPA และ ROAS ก็เพียงพอที่จะตัดสินใจว่าแคมเปญไหนควรทำต่อ ควรปรับ หรือควรหยุด
แต่ละตัวเลขบอกคนละเรื่อง ถ้าดูตัวใดตัวหนึ่งเพียงตัวเดียวอาจสรุปผิดได้ บทความนี้จะอธิบายทีละตัวพร้อมตัวอย่างจริง
CTR คืออะไร บอกอะไรได้บ้าง
CTR ย่อมาจาก Click Through Rate คือเปอร์เซ็นต์ของคนที่เห็นโฆษณาแล้วคลิก คำนวณจากจำนวนคลิกหารด้วยจำนวนคนที่เห็น (Impressions) คูณร้อย
ตัวอย่าง แอดร้านอาหารมีคนเห็น 10,000 ครั้ง มีคนคลิก 150 ครั้ง เท่ากับ CTR 1.5 เปอร์เซ็นต์
CTR สูงมักแปลว่าโฆษณาน่าสนใจ ภาพหรือข้อความดึงดูดคนที่เห็นได้ดี แต่ CTR สูงอย่างเดียวไม่ได้แปลว่าจะขายได้ เพราะอาจดึงคนคลิกเพราะความอยากรู้ ไม่ใช่ความตั้งใจซื้อจริง
CPC คืออะไร บอกอะไรได้บ้าง
CPC ย่อมาจาก Cost Per Click คือต้นทุนที่จ่ายไปต่อหนึ่งคลิก คำนวณจากงบที่ใช้หารด้วยจำนวนคลิกที่ได้
ตัวอย่าง ใช้งบ 1,500 บาท ได้คลิก 150 ครั้ง เท่ากับ CPC 10 บาทต่อคลิก
CPC บอกว่าการแข่งขันในตลาดนั้นสูงหรือต่ำ และข้อความโฆษณาน่าสนใจพอที่จะทำให้ต้นทุนต่อคลิกถูกลงหรือไม่ แต่ CPC ถูกไม่ได้แปลว่าคุ้ม ถ้าคนที่คลิกเข้ามาแล้วไม่ซื้ออะไรเลย
CPA คืออะไร บอกอะไรได้บ้าง
CPA ย่อมาจาก Cost Per Acquisition คือต้นทุนที่จ่ายไปเพื่อให้ได้ลูกค้าหรือลีดหนึ่งคน คำนวณจากงบที่ใช้หารด้วยจำนวนลูกค้าหรือลีดที่ได้
ตัวอย่าง ใช้งบ 1,500 บาท ได้ลูกค้าทักมาสั่งซื้อ 5 คน เท่ากับ CPA 300 บาทต่อลูกค้าหนึ่งคน
CPA คือตัวเลขที่สำคัญที่สุดสำหรับตัดสินใจว่าแคมเปญคุ้มไหม เพราะต้องเทียบกับกำไรต่อออเดอร์โดยตรง ถ้า CPA สูงกว่ากำไรต่อออเดอร์ แปลว่ายิงแอดแล้วขาดทุนทันที อ่านวิธีคำนวณ CPA เป้าหมายเพิ่มเติมได้ที่ วิธีคิดงบโฆษณาสำหรับธุรกิจเล็ก
ROAS คืออะไร บอกอะไรได้บ้าง
ROAS ย่อมาจาก Return On Ad Spend คือยอดขายที่ได้กลับมาต่อเงินค่าแอดหนึ่งบาท คำนวณจากยอดขายทั้งหมดหารด้วยงบค่าแอด
ตัวอย่าง ใช้งบค่าแอด 1,500 บาท ได้ยอดขายกลับมา 6,000 บาท เท่ากับ ROAS เท่ากับ 4 หมายความว่าทุก 1 บาทที่ใช้ค่าแอด ได้ยอดขายกลับมา 4 บาท
ROAS มักใช้กับธุรกิจที่ขายของโดยตรงบนเว็บหรือแพลตฟอร์ม เพราะวัดยอดขายได้ชัดเจน ส่วนธุรกิจที่ขายผ่านการทักแชทหรือโทรนัดหมาย อาจต้องพึ่ง CPA มากกว่า เพราะยอดขายจริงมักเกิดขึ้นหลังบทสนทนา ไม่ใช่ตอนคลิกแอด
ตัวเลขทั้งสี่ตัวเชื่อมกันยังไง
| ตัวเลข | สูตรคำนวณ | บอกอะไร |
|---|---|---|
| CTR | คลิก ÷ Impressions x 100 | แอดน่าสนใจไหม |
| CPC | งบที่ใช้ ÷ จำนวนคลิก | คลิกแต่ละครั้งแพงไปไหม |
| CPA | งบที่ใช้ ÷ จำนวนลูกค้า/ลีด | คุ้มกับกำไรต่อออเดอร์ไหม |
| ROAS | ยอดขาย ÷ งบค่าแอด | โดยรวมทำกำไรหรือขาดทุน |
ตัวเลขเหล่านี้เชื่อมกันเป็นลำดับ CTR สูงช่วยให้ CPC ถูกลง CPC ถูกช่วยให้ CPA ถูกลง และ CPA ถูกก็มักทำให้ ROAS สูงขึ้นตามไปด้วย แต่ไม่เสมอไป เพราะสุดท้ายต้องดูว่าคนที่คลิกเข้ามาซื้อจริงกี่คน
ตัวอย่างอ่านค่าจริงจาก report
สมมติร้านขายคอร์สเรียนออนไลน์ยิงแอดหนึ่งสัปดาห์ได้ผลดังนี้ CTR 2.1 เปอร์เซ็นต์ CPC 8 บาท CPA 450 บาท และ ROAS 3.2
การอ่านค่ารวมกันคือ แอดน่าสนใจในระดับดี (CTR เกิน 2 เปอร์เซ็นต์ถือว่าใช้ได้สำหรับหลายธุรกิจ) ต้นทุนต่อคลิกไม่แพง แต่ต้องเช็กว่ากำไรต่อคอร์สเรียนหนึ่งที่ขายได้สูงกว่า CPA 450 บาทหรือไม่ ถ้ากำไรต่อคอร์ส 700 บาท แปลว่ายังมีพื้นที่กำไรอยู่ และ ROAS 3.2 ก็ยืนยันว่าโดยรวมแคมเปญนี้ทำกำไร อยากรู้วิธีอ่าน report แบบละเอียดทุกส่วน อ่านเพิ่มที่ วิธีอ่าน Google Ads Report สำหรับมือใหม่
ลองคำนวณ CPA และ ROAS ของแคมเปญตัวเองได้ทันทีด้วย CPA ROAS Calculator
ตัวอย่างเคสจริง: ร้านขายอุปกรณ์ออกกำลังกายออนไลน์อ่านตัวเลขผิดจุด
ร้านขายอุปกรณ์ออกกำลังกายออนไลน์แห่งหนึ่งยิงแอด Facebook สองชุดพร้อมกัน ชุด A มี CTR สูงถึง 3.5 เปอร์เซ็นต์ ส่วนชุด B มี CTR แค่ 1.2 เปอร์เซ็นต์ เจ้าของร้านตัดสินใจทันทีว่าจะเทงบทั้งหมดไปที่ชุด A เพราะ "คนสนใจเยอะกว่าเห็น ๆ"
แต่พอลองเช็กตัวเลขที่เหลือย้อนหลัง 2 สัปดาห์ กลับพบว่าชุด A มี CPC ถูกจริงที่ 6 บาท แต่ CPA สูงถึง 550 บาทต่อออเดอร์ ในขณะที่กำไรต่อออเดอร์ของร้านอยู่ที่ประมาณ 300 บาทเท่านั้น เท่ากับยิงชุด A แล้วขาดทุนทุกออเดอร์ ส่วนชุด B แม้ CTR จะต่ำกว่า แต่ CPA อยู่ที่ประมาณ 210 บาท และ ROAS อยู่ที่ 2.8 ซึ่งยังพอมีกำไรเหลือ
สาเหตุคือชุด A ใช้ภาพและข้อความที่ดึงคนเข้ามาคลิกเพราะความอยากรู้ ไม่ใช่ความตั้งใจซื้อจริง ทำให้คนคลิกเยอะแต่ปิดการขายได้น้อย ส่วนชุด B แม้ข้อความดูธรรมดากว่า แต่คัดกรองคนที่สนใจซื้อจริงได้ดีกว่า
หลังปรับกลยุทธ์โดยหยุดชุด A แล้วเทงบทั้งหมดไปที่ชุด B พร้อมปรับข้อความให้ใกล้เคียงแนวทางที่ได้ผล ร้านนี้สามารถลด CPA เฉลี่ยรวมลงมาอยู่ที่ประมาณ 195 บาท และ ROAS ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 3.1 ภายในเดือนถัดมา เคสนี้ยืนยันหลักการที่ย้ำไว้ข้างต้นว่า ห้ามตัดสินใจจาก CTR ตัวเดียว ต้องไล่ดูจนถึง CPA และ ROAS เสมอ
Checklist ก่อนอ่านค่าตัวเลขแอด
- รู้กำไรต่อออเดอร์หรือต่อลูกค้าหนึ่งคนของธุรกิจตัวเอง
- ดู CTR เพื่อประเมินว่าแอดน่าสนใจพอไหม
- ดู CPC เพื่อประเมินการแข่งขันและคุณภาพของแอด
- ดู CPA เทียบกับกำไรต่อออเดอร์เสมอ ไม่ดูตัวเลขเดี่ยว ๆ
- ดู ROAS เพื่อประเมินภาพรวมของแคมเปญ
- ไม่ตัดสินใจจากตัวเลขแค่ 1-2 วันแรก
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ดูแค่ CTR แล้วสรุปว่าแอดดี ทั้งที่ไม่เคยเช็ก CPA หรือ ROAS เลย
- ตกใจเมื่อ CPC สูง ทั้งที่ยังไม่ได้ดูว่า CPA อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ไหม
- ใช้ ROAS กับธุรกิจที่ขายผ่านแชท ทั้งที่ยอดขายจริงยังไม่ได้บันทึกกลับเข้าระบบ
- เปรียบเทียบตัวเลขข้ามธุรกิจ เช่น เอา CPA ของธุรกิจอื่นมาเทียบกับธุรกิจตัวเองโดยไม่ดูกำไรต่อออเดอร์
- ไม่จดตัวเลขไว้เปรียบเทียบย้อนหลัง ทำให้ไม่เห็นแนวโน้มว่าดีขึ้นหรือแย่ลง
สรุป: ดูสี่ตัวเลขนี้ร่วมกันเสมอ
CTR, CPC, CPA และ ROAS แต่ละตัวบอกคนละมุมของแคมเปญโฆษณา การตัดสินใจที่ดีต้องดูทั้งสี่ตัวร่วมกัน โดยเฉพาะ CPA ที่ต้องเทียบกับกำไรต่อออเดอร์ของธุรกิจตัวเองเสมอ เมื่อเข้าใจตัวเลขเหล่านี้แล้ว การอ่าน report โฆษณาจะไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป
คำถามที่พบบ่อย
CTR เท่าไหร่ถึงเรียกว่าดี
ขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์มและอุตสาหกรรม แต่โดยทั่วไป Google Search Ads ที่ดีมักมี CTR มากกว่า 3-5 เปอร์เซ็นต์ ส่วน Facebook Ads ที่ดีมักอยู่ที่ 1-2 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ควรเทียบกับแคมเปญก่อนหน้าของตัวเองมากกว่าค่ามาตรฐานตายตัว
CPA กับ ROAS ต้องดูตัวไหนก่อน
ถ้าขายของตรงบนเว็บ ให้ดู ROAS เป็นหลักเพราะสะท้อนยอดขายจริง ถ้าขายผ่านแชทหรือนัดหมาย ให้ดู CPA เป็นหลักเพราะยอดขายจริงมักเกิดขึ้นหลังบทสนทนา
CPC ถูกแต่ CPA แพง เกิดจากอะไร
มักเกิดจาก landing page หรือขั้นตอนหลังคลิกที่ไม่สามารถเปลี่ยนคนคลิกให้กลายเป็นลูกค้าได้ ควรตรวจสอบความชัดเจนของหน้าเว็บและกระบวนการปิดการขาย
ROAS เท่าไหร่ถึงเรียกว่าคุ้มทุน
ROAS ที่คุ้มทุนขึ้นอยู่กับอัตรากำไรของสินค้า ถ้ากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 30 เปอร์เซ็นต์ของราคาขาย ต้องมี ROAS อย่างน้อยประมาณ 3.3 ขึ้นไปถึงจะเริ่มมีกำไรหลังหักค่าแอด
ตัวเลขพวกนี้ต้องดูบ่อยแค่ไหน
ควรดูสัปดาห์ละครั้งในช่วงแคมเปญยังใหม่ และไม่ควรตัดสินใจสำคัญจากข้อมูลแค่ 1-2 วันแรก เพราะระบบโฆษณาต้องใช้เวลาเรียนรู้ก่อนตัวเลขจะนิ่ง
เครื่องมือฟรีที่เกี่ยวข้อง
- CPA / ROAS Calculator — คำนวณ CPL, CPA, conversion rate และ ROAS จากตัวเลขแคมเปญจริง พร้อมคำแนะนำว่าควรปรับอะไร
- Google Ads Budget Calculator — คำนวณ clicks, leads, CPA, revenue และ ROAS ที่คาดหวังจากงบต่อวันของคุณ
- Ads Copy Generator — สร้างข้อความโฆษณา Google / Facebook / TikTok 5 ชุด จากสินค้า จุดขาย และปัญหาลูกค้า
อยากให้ช่วยดูเคสของคุณแบบเฉพาะธุรกิจ?
ส่งเว็บไซต์ ปัญหา หรือเป้าหมายธุรกิจมาให้ช่วยดูเบื้องต้นได้ ไม่มีค่าใช้จ่าย
บทความที่เกี่ยวข้อง
Adsวิธีอ่าน Google Ads Report สำหรับมือใหม่ ดูแค่ไม่กี่ตัวเลขก็ตัดสินใจได้
หน้า report ของ Google Ads มีตัวเลขเป็นร้อย แต่มือใหม่ต้องดูจริง ๆ แค่ 6-7 ตัว บทความนี้สอนอ่านทีละคอลัมน์ พร้อมวิธีตัดสินใจจากตัวเลขที่เห็น
อ่านประมาณ 9 นาที
Adsวิธีคิดงบโฆษณาสำหรับธุรกิจเล็ก
ตั้งงบโฆษณาแบบเดายอดเดือนละเท่าไหร่ดี ไม่ใช่วิธีที่ถูก บทความนี้สอนวิธีคิดงบจากกำไรต่อออเดอร์และต้นทุนต่อลูกค้าที่รับได้จริง เหมาะกับธุรกิจเล็ก
อ่านประมาณ 8 นาที
Adsยิงแอดครั้งแรกต้องรู้อะไรบ้าง คู่มือฉบับเจ้าของธุรกิจที่ไม่อยากเสียเงินฟรี
ก่อนยิงแอดครั้งแรก มี 7 เรื่องที่ต้องเตรียมให้พร้อม ตั้งแต่เป้าหมาย งบทดลอง landing page ไปจนถึงการวัดผล เพื่อไม่ให้เงินก้อนแรกหายไปเปล่า ๆ
อ่านประมาณ 8 นาที